เคยไหมครับเวลาที่เราทำงานมาสักระยะหนึ่งเราจะเกิดอาการคิดอะไรไม่ออก เรียกว่ามันตื้อ มันมืดแปดด้าน หนักๆหัว แบบว่าคิดอะไรก็ไม่ออก เหนื่อยง่าย หมดพลังในการทำงาน แบบนี้เรียกว่าหมดไฟ
"ทำไมเราจึง ‘หมดไฟ’ และเมื่อการลาออกไม่ใช่คำตอบ
จะโหมไฟที่วอดกลับมาอย่างไร"
ภาวะหมดไฟ เริ่มขึ้นด้วยพื้นฐานง่ายๆ ไม่ซับซ้อนในช่วงแรกๆ ซึ่ง Herbert Freudenberger เรียบเรียงไว้หลายครั้งในบทความของเขา ดังนี้
คนส่วนใหญ่รู้สึกหมดกำลังใจ เนื่องจากพวกเขาขาดทรัพยากรที่เพียงพอในการทำหน้าที่ให้ดี แทนที่พวกเขากำลังรู้สึกว่าทำให้โลกใบนี้ดีขึ้น กลับต้องจมอยู่กับการต่อสู้กับระบบทำงานเฮงซวยไร้แบบแผนที่ดูไม่มีวันจบสิ้น
- เหนื่อยเกินไป การลงแรงกาย สติปัญญา และเวลา ทำให้คุณเผาพลาญพลังงานแต่ละวันอย่างเต็มสูบราวเครื่องยนต์ดีเซล V8 ขาดการนอนหลับที่เพียงพอ กลับมาบ้านแล้วก็ต้องรับผิดชอบภาระที่คั่งค้างอีก ทำให้คุณขาดช่วงเวลาดีๆ ในการฟื้นตัว
- รู้สึกไม่มีประสิทธิภาพ ผลลัพธ์ที่ออกมากลับน่าผิดหวัง เทียบไม่ได้เลยกับสิ่งที่คุณแลกมันไป ทำมากกลับได้น้อย แถมไม่โดนใจอีก ถูกเรียกให้ไปคิดแผนแต่เจ้านายกลับไปใช้ของเดิมๆ ทำให้คุณรู้สึกเสียเวลาอย่างเปล่าประโยชน์ ขาดการสื่อสารที่ดีกับผู้บังคับบัญชา หรือพวกเขาไม่เคยเอ่ยปากชมคุณเลย
- เหยียดหยามงานที่ทำ คุณรู้สึกว่างานที่ทำไร้ค่าสิ้นดี ไม่ทำให้คุณเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ไม่มีใครใช้ประโยชน์จากมัน เหมือนผลงานคุณถูกแตะเข้าชั้นวางรองเท้า เจ้านายมอบภารกิจที่ฝืนต่อมโนสำนึกของคุณ จนเกิดเป็นความเกลียดชังต่องานที่ทำ
- หมดไฟและตีตัวออกห่าง งานที่ทำไม่มีความหมายเสียแล้วในตอนนี้ บรรยากาศของเพื่อนร่วมงานก็ล้วนแต่แทงข้างหลัง ไม่มีใครอยู่ข้างคุณ จนคุณเริ่มตีตัวออกห่างจากความรับผิดชอบ เมินเฉยต่อ outcome ที่เกิดขึ้น เมื่อถึงเวลาประชุมก็เสกตัวเองเป็นปูนปั้นไม่หือไม่อือ บางรายแย่หน่อยแผลงฤทธิ์ต่อพนักงานใหม่ๆ ให้หมดกำลังใจตามไปด้วย ขัดขวางการทำงานของส่วนรวม รอวันรับซองขาวและเงินชดเชยต่อไป
แล้วเราจะทำอย่างไรดีในการทำให้กลับมามีไฟอีกครั้ง
แต่อย่าหวังว่าบริษัททุกแห่งจะใช้ CREW เพื่อมาแก้ปัญหา เพราะบางที่ยังไม่รู้เลยว่ากำลังเจอปัญหาอยู่ ดังนั้นการที่เราจะผ่านภาวะการหมดไฟไปได้คือ ต้องแข็งแกร่งกว่าเดิม



✌️
ตอบลบ