Translate

วันจันทร์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

หมดไฟ ท่องเที่ยวแก้ได้ ตอนจบ

11 วิธีทำอย่างไร เพื่อ “จุดไฟ” ในการทำงานอีกครั้ง

ignite

1.ให้เวลาตัวเองกับสิ่งที่ชอบ

เหนื่อยนักก็พักซะหน่อย ตึงไปก็ผ่อนซักบ้าง แล้วให้เวลาได้เติมพลังตัวเองกับสิ่งที่ชอบ ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรม หรืองานอดิเรกที่ชอบ ดูหนัง ฟังเพลง แฮงค์เอ้าท์กับเพื่อน ช็อปปิ้ง เล่นดนตรี อ่านหนังสือ ทำอาหาร ท่องเที่ยว ไปทะเล ปืนเขา ฯลฯ ไม่ได้หมายความว่าต้องไปท่องโลกกว้างอย่างเดียว ทิ้งทุกอย่างแล้วไปค้นหาตัวเองอย่างเดียว แต่ทำอะไรก็ได้ที่เราเอนจอย โดยปราศจากความกังวล ช่วงเวลาที่มีคุณภาพกับสิ่งที่เราชอบ จะช่วยให้เรามีแรงต่อสู้กับเรื่องหนักๆ อื่นๆ ในชีวิตต่อไป

2.ถอดปลั๊กตัวเองแล้วเลิกคอนเนคซะบ้าง

รู้กันอยู่แล้วว่าโลกออนไลน์มีข้อดีมากกกกมาย ช่วยให้โลกเราเชื่อมต่อ เป็นคลังความรู้ที่ไม่มีที่สิ้นสุด สื่อสารอะไรก็รวดเร็วแค่คลิกๆ แม้เราจะใช้กันอย่างระมัดระวัง แต่บางทีเราก็ยังเผลอโดนความเครียดจากการ Always on หรือ เชื่อมต่อโลกออนไลน์ ตลอดเวลาของเราทำร้ายตัวเองจนได้ กลับบ้านก็นอนไม่หลับ ขับรถก็ต้องคอยเช็คมือถือ เช็คอีเมลล์ หรือเห็นเพื่อนโพสเฟสบุ๊คชีวิตดีๆ ก็พลอยกดดันตัวเอง จนเครียดสะสมรู้สึกไม่แฮปปี้กับตัวเอง บางทีเราอาจต้องถอดปลั๊ก พักการเชื่อมต่อ แล้วใช้ชีวิตให้ช้าลงซักหน่อย เพื่อให้เราเดินได้อย่างมั่นคงขึ้น

3.เริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ หรือเรียนรู้อะไรใหม่

บางทีการที่เราจมอยู่กับเรื่องจำเจเดิมๆ อาจทำให้ร่างกายและใจเหนื่อยล้า ถ้าเราได้เปิดโอกาสให้ตัวเองได้ลองเริ่มต้นอะไรใหม่ๆ หรือเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ก็ช่วยให้เราได้ผ่อนคลาย เพราะเราเริ่มใหม่จากศูนย์ด้วยความกระหายพร้อมจะเรียนรู้ ไม่กดดันตัวเอง หรือคาดหวังต่อตัวเองมากเกินไป แล้วยังอาจทำให้เราได้เจอสิ่งที่ชอบใหม่ๆ เป็นอีกหนึ่งการค้นพบตัวเองมากขึ้นเช่นกัน

4.เพิ่มความรู้ให้ตัวเอง

อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้เรายิ่งนอย และหงุดหงิดไม่พอใจในสถานะของตัวเอง ก็คือ ความรู้สึกว่าตัวเองดีไม่พอ และไม่มั่นใจในตัวเอง เทคนิคง่ายๆ ที่ช่วยแก้ไขสถานะที่ไม่มั่นคงนี้ก็คือ เพิ่มความรู้ให้ตัวเองซะสิ อาจจะอ่านหนังสือ อ่านบทความในเรื่องที่เราสนใจ หรือไปลงเรียนคอร์สเพื่อศึกษาเพิ่มเติมในเรื่องนั้นๆ ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ

5.ทำแบบทดสอบจิตวิทยา

อาจจะแปลกใจ ว่าเห้ย การทำแบบทดสอบจิตวิทยาจะช่วยให้เราเติมไฟตัวเองได้อย่างไร แต่หลายๆ แบบทดสอบเหล่านี้ มักจะช่วยให้เราได้ “รู้จัก” และ “เข้าใจ” ตัวเองมากขึ้น รู้จุดอ่อน จุดแข็ง อะไรไหนที่ชอบ ที่เหมาะกับเรา สภาพแวดล้อมใด งานใด คนลักษณะแบบใด สถานการณ์ไหนที่เราจะเกรงกลัว หรือสถานการณ์ไหนที่จะส่งเสริมเรา เมื่อเราเข้าใจตัวเองมากขึ้น ก็จัดการกับความเหนื่อยล้าหมดไฟในใจได้ดีขึ้นเช่นกัน

6.ตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน

การตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน จะช่วยทำให้เราเห็นภาพ และไล่เรียงออกมาได้เป็นส่วนๆ ว่าต้องทำอะไร อย่างไร ให้เสร็จเมื่อไหร่ ตรงนี้จะช่วยลดอาการกังวล และเบื่อหน่ายลงไปได้ เพราะเราจะเห็นชัดเจนขึ้นว่ามันมีวันเสร็จสิ้น ไม่ใช่ลากยาวให้เหนื่อยแบบไร้จุดจบ รู้สึกอีกแค่นิดเดียว แล้วเราก็จะได้ไปพักแล้วนะ!

7.หาต้นแบบที่เราชื่นชม

การที่เรามีต้นแบบ หรือ Role Model ที่เรานับถือชื่นชมเป็นแบบอย่าง ช่วยให้เรามีแรงบันดาลใจ อยากจะเป็นอยากจะเจ๋งให้ได้แบบเขา และมีพลังนำตัวเองไปสู่ความสำเร็จแบบที่ตั้งใจ อาจจะเป็นคนระดับโลกที่ชำนาญในเรื่องที่เราสนใจ หรือคนใกล้ตัวที่เราพบเจอทุกวัน เช่น หัวหน้าที่ทำงาน เพื่อนร่วมงาน พ่อแม่พี่น้อง ครอบครัวก็ได้ บุคคลต้นแบบเหล่านี้ ซึ่งเป็นคนจริงๆ จะช่วยให้เราเห็นภาพที่ชัดเจน ว่าเห้ย เขาก็คนเหมือนเรา เขาทำได้ สักวันนึง เราก็ต้องเป็นได้แบบนั้นบ้างเช่นกัน

8.มีเช็คลิสของตัวเอง

ช่วงที่เราหมดไฟ มักจะเป็นเหมือนช่วง “ดำดิ่ง” ของชีวิต มองไปทางไหนก็มืดแปดด้าน หรือมองอีกแง่ก็คือ เราไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ตรงไหน จึงเกิดความเครียดขึ้นไปอีก วิธีการแก้ก็คือ มีเช็คลิสให้ตัวเอง คอยสำรวจตัวเองอยู่เสมอว่า เราอยู่จุดไหนแล้ว เป้าหมายของเราคืออะไร ห่างไกลแค่ไหน ถ้าจริงๆ เราใกล้ถึงแล้ว ก็จะถือเป็นกำลังใจกับตัวเอง หรือถ้าเราเห็นว่าจะมีอะไรที่แก้ไข พัฒนาให้ดีขึ้นได้ ก็เป็นจุดเริ่มต้นให้เราทำอะไรบางอย่าง แบบมีจุดหมายไม่ไร้ทิศทาง

9.นึกถึงผลลัพธ์มากกว่าอุปสรรค

เลิกคิดแง่ลบ เลิกกังวลถึงอุปสรรคที่จะเกิดขึ้นระหว่างทาง ไม่ว่าทำอะไร ปัญหาก็อาจเกิดขึ้นได้ทั้งนั้น ล้มได้ก็ลุกได้ แทนที่จะมัวคิดกังวล ก็เปลี่ยนไปนึกไปถึงรสชาติของความสำเร็จที่เราจะได้ลิ้มรสแทน สิ่งดีๆที่จะเกิดขึ้น หากเราทำสิ่งนี้ได้ เหมือนเด็กๆ ที่พ่อแม่มักจะมีทริคเล็กๆ ช่วยให้ลูกๆมีกำลังใจเวลาเรียน เช่น ถ้าสอบได้จะได้ไปเที่ยวทะเล ก็เหมือนกับชีวิตการทำงานของเรา ถ้าเราทำได้ เราจะภูมิใจกับผลงานของเราแน่นอน

10.ออกกำลังกาย

มีงานวิจัยหลายชิ้นที่แนะนำว่า การออกกำลังกาย สามารถช่วยบรรเทาความเครียดได้ รวมถึงถึงขั้นช่วยบรรเทาโรคซึมเศร้าได้เลยด้วย เพราะเมื่อเราออกกำลัง นอกจากเป็นการบริการกายแล้ว ยังได้เป็นการบริหารใจด้วย เอ็นดอร์ฟินหรือสารแห่งความสุขจะหลั่งออกมา ช่วยให้จิตใจจะสงบขึ้นไม่ว้าวุ่น และได้เอาพลังความเครียดที่อั้นอยู่มาปลดปล่อยและโฟกัสกับการออกกำลังแทน สุดท้ายยังช่วยให้เรานอนหลับได้ดีขึ้น มีแรงเติมไฟสู้กับวันใหม่ต่อไป

11.นอนหลับให้เพียงพออย่างมีคุณภาพ

สุดท้ายที่สำคัญที่สุด และหลายคนที่รีบประสบความสำเร็จอาจลืมให้ความสำคัญกับสิ่งนี้ ก็คือ การนอน เพราะการอดนอนหรือนอนหลับไม่เพียงพอไม่ใช่แค่จะทำให้ร่างกายเราเสื่อมถอยเท่านั้น แต่จิตใจเราก็ได้รับผลกระทบโดยตรง สมองไม่ปลอดโปร่ง คิดได้ช้า รู้สึกอึนๆ อารมณ์หงุดหงิดง่าย ไร้เรี่ยวแรงพลังใจ สะสมไปนานเข้าก็ยิ่งทำให้หมดไฟวนไปอยู่นั่น การนอนให้เต็มอิ่มอย่างมีคุณภาพ เวลานอนคือนอน หยุดคิดเรื่องงาน ให้สมองได้พัก หยุดไถมือถือ ให้ใจได้ห่างโลกที่หมุนเร็วๆบ้าง แล้วนอนหลับอย่างเต็มอิ่ม ตื่นมาสดใสชาร์ทพลังตัวเองต่อไป

การพักเพื่อเติมไฟของเราก็มีหลากหลายรูปแบบแตกต่างกันไป ขอให้เลือกวิธีที่เหมาะกับตัวเองลองนำไปใช้กันดู

วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

หมดไฟ ท่องเที่ยวแก้ได้ ตอนที่1

 
 เคยไหมครับเวลาที่เราทำงานมาสักระยะหนึ่งเราจะเกิดอาการคิดอะไรไม่ออก เรียกว่ามันตื้อ มันมืดแปดด้าน หนักๆหัว แบบว่าคิดอะไรก็ไม่ออก เหนื่อยง่าย หมดพลังในการทำงาน แบบนี้เรียกว่าหมดไฟ
     
"ทำไมเราจึง ‘หมดไฟ’ และเมื่อการลาออกไม่ใช่คำตอบ 
จะโหมไฟที่วอดกลับมาอย่างไร"


     ภาวะหมดไฟ เริ่มขึ้นด้วยพื้นฐานง่ายๆ ไม่ซับซ้อนในช่วงแรกๆ ซึ่ง Herbert Freudenberger เรียบเรียงไว้หลายครั้งในบทความของเขา ดังนี้
คนส่วนใหญ่รู้สึกหมดกำลังใจ เนื่องจากพวกเขาขาดทรัพยากรที่เพียงพอในการทำหน้าที่ให้ดี แทนที่พวกเขากำลังรู้สึกว่าทำให้โลกใบนี้ดีขึ้น กลับต้องจมอยู่กับการต่อสู้กับระบบทำงานเฮงซวยไร้แบบแผนที่ดูไม่มีวันจบสิ้น

  • เหนื่อยเกินไป การลงแรงกาย สติปัญญา และเวลา ทำให้คุณเผาพลาญพลังงานแต่ละวันอย่างเต็มสูบราวเครื่องยนต์ดีเซล V8  ขาดการนอนหลับที่เพียงพอ กลับมาบ้านแล้วก็ต้องรับผิดชอบภาระที่คั่งค้างอีก ทำให้คุณขาดช่วงเวลาดีๆ ในการฟื้นตัว

  • รู้สึกไม่มีประสิทธิภาพ ผลลัพธ์ที่ออกมากลับน่าผิดหวัง เทียบไม่ได้เลยกับสิ่งที่คุณแลกมันไป ทำมากกลับได้น้อย แถมไม่โดนใจอีก ถูกเรียกให้ไปคิดแผนแต่เจ้านายกลับไปใช้ของเดิมๆ ทำให้คุณรู้สึกเสียเวลาอย่างเปล่าประโยชน์ ขาดการสื่อสารที่ดีกับผู้บังคับบัญชา หรือพวกเขาไม่เคยเอ่ยปากชมคุณเลย

  • เหยียดหยามงานที่ทำ คุณรู้สึกว่างานที่ทำไร้ค่าสิ้นดี ไม่ทำให้คุณเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ไม่มีใครใช้ประโยชน์จากมัน เหมือนผลงานคุณถูกแตะเข้าชั้นวางรองเท้า เจ้านายมอบภารกิจที่ฝืนต่อมโนสำนึกของคุณ จนเกิดเป็นความเกลียดชังต่องานที่ทำ

  • หมดไฟและตีตัวออกห่าง งานที่ทำไม่มีความหมายเสียแล้วในตอนนี้ บรรยากาศของเพื่อนร่วมงานก็ล้วนแต่แทงข้างหลัง ไม่มีใครอยู่ข้างคุณ จนคุณเริ่มตีตัวออกห่างจากความรับผิดชอบ เมินเฉยต่อ outcome ที่เกิดขึ้น เมื่อถึงเวลาประชุมก็เสกตัวเองเป็นปูนปั้นไม่หือไม่อือ บางรายแย่หน่อยแผลงฤทธิ์ต่อพนักงานใหม่ๆ ให้หมดกำลังใจตามไปด้วย ขัดขวางการทำงานของส่วนรวม รอวันรับซองขาวและเงินชดเชยต่อไป

    แล้วเราจะทำอย่างไรดีในการทำให้กลับมามีไฟอีกครั้ง

    ในบทความหนึ่งของ CREW แก้ปัญหาด้วยการสร้างความสุภาพในบรรยากาศการทำงาน โน้มน้าวคนในสายบังคับบัญชาให้พูดจาสุภาพ ไม่ดูแคลนกัน เคารพพื้นที่ของพนักงานและไม่ก้าวก่ายในเรื่องส่วนตัว (หัวหน้าควรพูดกับลูกน้องให้ดีขึ้น)
     แต่อย่าหวังว่าบริษัททุกแห่งจะใช้ CREW เพื่อมาแก้ปัญหา เพราะบางที่ยังไม่รู้เลยว่ากำลังเจอปัญหาอยู่ ดังนั้นการที่เราจะผ่านภาวะการหมดไฟไปได้คือ ต้องแข็งแกร่งกว่าเดิม

    ทำอย่างไรนั้นมีวิธีอยู่มากมายซึ่งการออกไปท่องเที่ยวก็เป็นหนึ่งในวิธีที่แนะนำครับ^^